การปล้นธนาคารในติฟลิส

การปล้นธนาคารในติฟลิส

การปล้นธนาคารในติฟลิส

ค.ศ. 1907หรือที่รู้จักกันว่าการเวนคืนจัตุรัสเยเรวานคือการใช้อาวุธปล้นการขนส่งเงินของธนาคารโดยนักปฏิวัติพรรคบอลเชวิคในเมืองติฟลิส ประเทศจอร์เจีย (ปัจจุบันคือกรุงทบิลิซี เมืองหลวงของประเทศ) เหตุปล้นดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1907[a] ที่จัตุรัสเยเรวาน (ปัจจุบันคือจัตุรัสเสรีภาพ) ผู้ร่วมก่อการ (ซึ่งต่อมาหลายคนได้กลายเป็นผู้นำระดับสูงของสหภาพโซเวียต) ได้ใช้ทั้งระเบิดและปืนในการเข้าล้อมและยึดรถม้าที่กำลังขนส่งเงินระหว่างที่ทำการไปรษณีย์กับธนาคารรัฐของจักรวรรดิรัสเซีย สาขาติฟลิส ท่ามกลางจัตุรัสที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ตามเอกสารจดหมายเหตุอย่างเป็นทางการระบุว่า การปล้นดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 40 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 50 คน ผู้ก่อการหนีไปได้โดยได้เงินไปกว่า 341,000 รูเบิล (กว่า 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน ค.ศ.2008)ผู้วางแผน และ/หรือ ลงมือปฏิบัติการในการปล้นธนาคารครั้งนั้น ประกอบด้วยผู้นำระดับสูงหลายคนของพรรคบอลเชวิค รวมไปถึง วลาดิมีร์ เลนิน โจเซฟ สตาลิน แม็กซิม ลิทวินอฟ เลโอนิด คราซิน อเล็กซานเดอร์ บอกดานอฟ และคาโม เพื่อหาเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมในการปฏิวัติ รายงานผลที่ตามมาหลังเหตุการณ์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ต่อต้านเลนินและสตาลิน ซึ่งคนทั้งสองพยายามเอาตัวออกห่างจากเหตุปล้นธนาคารดังกล่าวเมื่อถึงยุคโซเวียต จัตุรัสเยเรวานได้เปลี่ยนชื่อเป็นจัตุรัสเลนิน โดยมีการสร้างอนุสาวรีย์เพื่ออุทิศแก่ผู้นำการปฏิวัติ สุสานและอนุสาวรีย์อุทิศให้คาโม ผู้นำของกลุ่มปฏิบัติการปล้นธนาคารครั้งนี้ ตั้งอยู่ใกล้กับจัตุรัสในสวนพุชกินในช่วงสมัยโซเวียตยุคแรก แต่ในภายหลังได้ย้ายออกไปพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย (RSDLP) ซึ่งเป็นองค์กรดั้งเดิมก่อนกลายไปเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ได้ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ.1898 โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและการเมืองของรัสเซียโดยอาศัยการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพตามทฤษฎีมาร์กซิสต์ นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเมืองแล้ว ทางพรรคและกลุ่มปฏิวัติอื่น ๆ (อย่างเช่น ผู้นิยมอนาธิปไตยและกลุ่มสังคมนิยมปฏิวัติ) ยังดำเนินปฏิบัติการทางทหาร รวมไปถึง “การเวนคืน” ซึ่งเป็นคำสวยหรูที่ใช้เรียกการปล้นรัฐบาลหรือกองทุนเอกชนโดยใช้อาวุธเพื่อหาเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมปฏิวัตินับตั้งแต่ ค.ศ. 1903 เป็นต้นมา พรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซียได้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่ บอลเชวิคและเมนเชวิคหลังจากการปราบปรามการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1905 กลุ่มการเมืองบอลเชวิคและเมนเชวิคต่างก็พยายามที่จะสร้างเอกภาพภายในพรรค โดยจัดการประชุมใหญ่ร่วมและตั้งคณะกรรมการกลางร่วมภาพถ่ายหน้าตรงของเลนิน ถ่ายเมื่อธันวาคม ค.ศ. 1895ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ค.ศ.1907 พรรคได้จัดการประชุมใหญ่ครั้งที่ 5 ในกรุงลอนดอน ด้วยความหวังว่าจะแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบอลเชวิคและเมนเชวิคในระหว่างการประชุม ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกคณะกรรมการกลางร่วม โดยมีสมาชิกบอลเชวิคได้รับเลือกเข้ามาเป็นส่วนน้อยประเด็นหนึ่งซึ่งแบ่งแยกกลุ่มทั้งสองออกจากกัน คือ มุมมองที่แตกต่างกันในด้านกิจกรรมสงคราม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การเวนคืนกลุ่มบอลเชวิคที่พร้อมรบที่สุด นำโดย วลาดีมีร์ เลนิน สนับสนุนวิธีการปล้นต่อไป ในขณะที่เมนเชวิคสนับสนุนการรุกแบบค่อยเป็นค่อยไปและเป็นไปโดยสันติกว่าเพื่อการปฏิวัติ และต่อต้านปฏิบัติการสงคราม การประชุมครั้งที่ 5 ประณามการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือการให้ความสนับสนุนในกิจกรรมสงครามทั้งหมด รวมไปถึง “การเวนคืน” โดยมองว่าเป็น “ความยุ่งเหยิงและเสื่อมเสียคุณธรรม”และเรียกร้องให้ทหารอาสาสมัครของพรรคทั้งหมดสลายตัวมติดังกล่าวผ่านโดยเสียงส่วนใหญ่ 65% โดยมีเพียง 6% เท่านั้นที่มีมติไม่เห็นด้วย (ในขณะที่ที่เหลือสละสิทธิ์หรือไม่ลงคะแนน) โดยที่เมนเชวิคทั้งหมดและบอลเชวิคบางส่วนให้การสนับสนุนมติดังกล่าวถึงแม้ว่าพรรคจะห้ามจัดตั้งคณะกรรมการและการเวนคืนแยกต่างหาก ในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 บอลเชวิคได้เลือกคณะกรรมการปกครองเป็นของตนเอง เรียกว่า บอลเชวิคกลาง และเก็บไว้เป็นความลับจากสมาชิกที่เหลือของพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย[บอลเชวิคกลาง นำโดย “กลุ่มการเงิน” ซึ่งประกอบด้วยเลนิน เลโอนิด คราซิน และอเล็กซานเดอร์ บอกดานอฟ ในกิจกรรมอื่นของพรรค กลุ่มการเงินได้มีแผนการ “การเวนคืน” จำนวนหนึ่งเตรียมไว้แล้วในหลายส่วนของรัสเซียในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 และรอคอยการปล้นครั้งใหญ่ในติฟลิส ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมครั้งที่ 5 ยุติจำนวนหนึ่งเตรียมไว้แล้วในหลายส่วนของรัสเซียในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 และรอคอยการปล้นครั้งใหญ่ในติฟลิส ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมครั้งที่ 5 ยุติจำนวนหนึ่งเตรียมไว้แล้วในหลายส่วนของรัสเซียในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 และรอคอยการปล้นครั้งใหญ่ในติฟลิส ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมครั้งที่ 5 ยุติจำนวนหนึ่งเตรียมไว้แล้วในหลายส่วนของรัสเซียในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 และรอคอยการปล้นครั้งใหญ่ในติฟลิส ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมครั้งที่ 5 ยุติจำนวนหนึ่งเตรียมไว้แล้วในหลายส่วนของรัสเซียในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 และรอคอยการปล้นครั้งใหญ่ในติฟลิส ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมครั้งที่ 5 ยุติจำนวนหนึ่งเตรียมไว้แล้วในหลายส่วนของรัสเซียในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 และรอคอยการปล้นครั้งใหญ่ในติฟลิส ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมครั้งที่ 5 ยุติจำนวนหนึ่งเตรียมไว้แล้วในหลายส่วนของรัสเซียในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 และรอคอยการปล้นครั้งใหญ่ในติฟลิส ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมครั้งที่ 5 ยุติจำนวนหนึ่งเตรียมไว้แล้วในหลายส่วนของรัสเซียในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 และรอคอยการปล้นครั้งใหญ่ในติฟลิส ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมครั้งที่ 5 ยุติจำนวนหนึ่งเตรียมไว้แล้วในหลายส่วนของรัสเซียในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 และรอคอยการปล้นครั้งใหญ่ในติฟลิส ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมครั้งที่ 5 ยุติจำนวนหนึ่งเตรียมไว้แล้วในหลายส่วนของรัสเซียในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 และรอคอยการปล้นครั้งใหญ่ในติฟลิส ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมครั้งที่ 5 ยุติจำนวนหนึ่งเตรียมไว้แล้วในหลายส่วนของรัสเซียในระหว่างการประชุมครั้งที่ 5 และรอคอยการปล้นครั้งใหญ่ในติฟลิส ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมครั้งที่ 5 ยุติ

การปล้นธนาคารในติฟลิส ค.ศ. 1907 บอลเชวิคระดับสูงได้จัดการประชุมขึ้นในเบอร์ลินเพื่อตกลงขั้นตอนการปล้นหาทุนสำหรับใช้จัดซื้ออาวุธ ผู้เข้าร่วมประชุมได้แก่ เลนิน คราซิน บอกดานอฟ มาซิม ลิตวีนอฟ และโจเซฟ สตาลิน กลุ่มได้ตัดสินใจว่า สตาลิน ผู้ขณะนั้นรู้จักกันในชื่อ โคบา อันเป็นชื่อเล่นเก่า กับสหายชาวจอร์เจีย ไซมอน เตียร์-เปตรอสซีอัน หรือ คาโม ควรจัดการปล้นธนาคารในเมืองติฟลิสเมื่อตอนจัดประชุมนั้นสตาลินอายุ 29 ปี เขาอาศัยอยู่ในติฟลิสกับภรรยา เอคาเตรีนา และยาคอฟ บุตรชายที่เพิ่งเกิด[สตาลินมีประสบการณ์วางแผนก่อการปล้นมาก่อน ซึ่งทำให้เขามีชื่อเสียงว่าเป็นผู้จัดหาเงินคนสำคัญของคณะกรรมการกลางส่วนคาโมผู้อายุน้อยกว่าสตาลินสี่ปี ก็มีกิตติศัพท์ด้านความโหดเหี้ยม ดังในช่วงหลังๆ ที่มีรายงานว่าเขาตัดหัวใจของชายคนหนึ่งออกจากอกระหว่างที่กำลังเตรียมการปล้นอยู่นี้ เขาบริหารองค์กรอาชญากรรมแห่งหนึ่งอยู่ เรียกชื่อว่า “เดอะเอาท์ฟิต”สตาลินเรียกคาโมว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลอมตัว” และเลนินเรียกคาโมว่า “โจรคอเคซัส” ของเขา สตาลินกับคาโมนั้นเติบโตขึ้นมาด้วยกัน และสตาลินเป็นผู้เปลี่ยนความเชื่อของคาโมมาเป็นมาร์กซิสม์หลังจากการประชุมเมษายน สตาลินและลิตวีนอฟได้เดินทางไปยังติฟลิสเพื่อแจ้งให้คาโมทราบถึงแผนการและเตรียมการปล้นตามข้อมูลใน The Secret File of Joseph Stalin: A Hidden Life (แฟ้มลับของโจเซฟ สตาลิน:ชีวิตที่ถูกปิดบัง) ของโรมัน แบรกแมน ระหว่างที่สตาลินกำลังทำงานร่วมกับบอลเชวิคในการจัดกิจกรรมทางอาชญากรรม เขายังทำงานเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่โอฮรานา ตำรวจลับรัสเซียแบรกแมนอ้างว่าเมื่อกลุ่มได้เดินทางมาถึงติฟลิส สตาลินได้แจ้งข้อมูลให้แก่ผู้ติดต่อโอฮรานาของเขา เจ้าหน้าที่มุฮ์ตารอฟ เกี่ยวกับแผนการปล้นธนาคารและสตาลินได้ให้สัญญาว่าจะให้ข้อมูลแก่ออฮรานาเพิ่มเติมในภายหลังเมื่อกลับถึงติฟลิส สตาลินได้เริ่มการวางแผนสำหรับการปล้น เขาสามารถติดต่อกับบุคคลสองคนซึ่งมีข้อมูลภายในเกี่ยวกับกิจการของธนาคารรัฐ ได้แก่ เจ้าหน้าที่รับฝากและถอนเงินธนาคารชื่อว่า จีโก คัสรัดเซ และเพื่อนเก่าสมัยเรียนของสตาลิน ชื่อว่า วอซเนเซนสกี ซึ่งทำงานที่สำนักงานแบงก์เมล์ติฟลิสวอซเนเซนสกีกล่าวในภายหลังว่า เขายกย่องบทกวีอันแสนโรแมนติกของสตาลินมาก และตัดสินใจจะช่วยเหลือในการปล้นเนื่องจากความชื่นชมนี้เองเพราะว่าเขาทำงานในสำนักงานแบงก์เมล์ติฟลิสวอซเนเซนสกีจึงสามารถเข้าถึงตารางเวลาลับของรถม้าขนเงินไปยังธนาคารรัฐสาขาติฟลิสวอซเนเซนสกีแจ้งให้สตาลินทราบว่ากำลังจะมีการขนส่งเงินครั้งใหญ่ด้วยรถม้าไปยังธนาคารติฟลิสในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1907ในการเตรียมการสำหรับการปล้น คราซินได้ช่วยผลิตระเบิดเพื่อใช้โจมตียานพาหนะแก๊งของคาโมลักลอบนำระเบิดเข้าไปในติฟลิสโดยซุกซ่อนไว้ในโซฟาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าการปล้น คาโมจุดระเบิดหนึ่งในระเบิดของคราซินโดยอุบัติเหตุระหว่างที่พยายามติดตั้งสายชนวนแรงระเบิดได้ทำให้ดวงตาของคาโมได้รับบาดเจ็บสาหัส ทำให้เขามีแผลเป็นถาวรคาโมไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้เป็นเวลาหนึ่งเดือนเนื่องจากความเจ็ดปวดอย่างแรง และยังไม่หายดีเมื่อถึงเวลาลงมือปล้นในขณะที่ทางกลุ่มวางแผนสำหรับการปล้น ทางการรัสเซียก็ได้ทราบว่าจะเกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่ได้รับการวางแผนโดยกลุ่มปฏิวัติในติฟลิส แม้ว่าจะไม่ทราบถึงรายละเอียดก็ตาม และด้วยสาเหตุดังกล่าว ทางการจึงได้ประจำฝ่ายรักษาความปลอดภัยเพิ่มในจัตุรัสหลักของเมืองสเตจโคชได้แล่นผ่านทางจัตุรัสที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเมื่อเวลาราว 10.30 น.เมื่อสเตจโคชเข้ามาใกล้ คูเปรียชวีลีได้ให้สัญญาณแก่ผู้ปล้นให้ทำการโจมตี เมื่อได้รับสัญญาณแล้ว ผู้ปล้นได้ดึงสลักจากระเบิดมือของตนและขว้างเข้าใส่รถม้า[16][24] แรงระเบิดที่เกิดขึ้นได้สังหารม้าและยาม ผู้ปล้นยิงชายรักษาความปลอดภัยหลายนายที่เฝ้าสเตจโคช เช่นเดียวกับที่รักษาความปลอดภัยในจัตุรัส

การปล้นธนาคารในติฟลิส ค.ศ. 1907 พยานผู้เห็นเหตุการณ์ได้รายงานว่าระเบิดถูกโยนมาจากทุกทิศทางหนังสือพิมพ์จอร์เจีย อิซารี รายงานว่า “ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเหตุยิงกันอันน่าหวาดกลัวนั้นเป็นเสียงตูมของปืนใหญ่หรือแรงระเบิดของระเบิด เสียงได้ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นทุกหนแห่ง กือบจะทั่วทั้งเมือง ผู้คนได้เริ่มต้นที่จะวิ่งหนี รถม้าและเกวียนได้วิ่งควบหนีไป แรงระเบิดรุนแรงมากเสียจนมีรายงานว่าทำให้ปล่องไฟที่อยู่ใกล้เคียงล้มลงมา และกระจกทุกบานในรัศมีหนึ่งไมล์แตกกระจาย[26][27] เอคาเทียรีนา สวานิดเซ ภรรยาของสตาลิน ซึ่งกำลังยืนอยู่บนระเบียงที่บ้านของพวกเขาใกล้กับจัตุรัสพร้อมกับครอบครัวและลูกน้อย เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงระเบิด พวกเขาก็ได้รีบเร่งวิ่งเข้าไปหลบอยู่ในบ้านด้วยความหวาดกลัวถึงแม้ว่าแรงระเบิดจะฆ่ายามและม้าไปเป็นจำนวนมาก หนึ่งในม้าที่ถูกเทียมเข้ากับสเตจโคชได้รับบาดเจ็บแต่ยังมีชีวิตอยู่มันได้รีบผละไปจากจุดเกิดเหตุพร้อมกับลากสเตจโคชไปด้วย ผู้ปล้นสามคน ได้แก่ คูเปรียชวีลี, ดาติโค ชีเบรียชวิลี และคาโม ได้ไล่ตามม้าตัวดังกล่าวซึ่งลากสเตจโคชบรรทุกเงินไปด้วยคูเปรียชวีลีโยนระเบิดมือเข้าใส่สเตจโคชที่กำลังหลบหนีนั้น และแรงระเบิดได้ระเบิดเอาขาของม้า ซึ่งทำให้ม้าล้มและสเตจโคชหยุดลงในที่สุด[14] แรงระเบิดยังได้ทำให้คูเปรียชวีลีลอยขึ้นไปในอากาศ และตกลงมามึนงงกับพื้นในภายหลัง คูเปรียชวีลีมีสัมปชัญญะอีกครั้งหนึ่งและเริ่มต้นย่องออกไปจากจัตุรัสก่อนที่กองกำลังความมั่นคงจะมาถึง หลังจากที่สเตจโคชถูกหยุดไว้แล้ว ดาติโค ชีเปรียชวีลีได้เดินเข้าไปยังสเตจโคชเพื่อคว้าเอากระสอบเงิน ขณะที่คาโมซึ่งยิงปืนพกจากบนรถม้าเปิดประทุน ได้วิ่งอย่างเร็วเข้าไปหาสเตจโคชคันนั้นเมื่อคาโมมาถึงสเตจโคช ชีเปรียชวีลีและผู้ปล้นอีกคนหนึ่งซึ่งมาถึงสเตจโคชได้ช่วยโยนเงินที่ขโมยมาเข้าไปในรถม้าของคาโเพื่อให้ทันเวลา ผู้ปล้นจึงไม่ทันเอาเงินอีกสองหมื่นรูเบิลที่ยังคงเหลืออยู่ในสเตจโคชหลังจากการปล้น คนขับสเตจโคชที่รอดชีวิตได้พยายามยักยอกเงินส่วนที่เหลือนี้และถูกจับในภายหลังข้อหาลักทรัพย์ แทงหวยออนไลน์ หวย

การปล้นธนาคาร

การปล้นธนาคาร ในติฟลิส หลังจากทราบข่าวการถูกจับกุมของคาโมในกรุงเบอร์ลินใน ค.ศ. 1907 เลนินกลัวว่าตนอาจถูกจับกุมด้วยเช่นกันและวางแผนที่จะหลบหนีออกจากฟินแลนด์พร้อมกับภรรยาเพื่อที่จะหนีออกจากฟินแลนด์โดยไม่ถูกสะกดรอยตาม เลนินเดินเป็นระยะทาง 4.8 กิโลเมตรข้ามทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็งในเวลากลางคืนเพื่อขึ้นเรือกลไฟที่เกาะใกล้เคียงระหว่างการเดินทางข้ามน้ำแข็งนั้น เลนินและเพื่อนร่วมทางของเขาอีกสองคนหวุดหวิดที่จะจมน้ำเสียชีวิตเมื่อน้ำแข็งแตกออกใต้เท้าของพวกเขา ทำให้เลนินคิดว่า “อา ช่างเป็นวิธีตายที่โง่เสียจริงเลนินกับภรรยาสามารถหลบหนีออกจากฟินแลนด์ได้สำเร็จ และมุ่งหน้าไปยังสวิตเซอร์แลนด์การแลกธนบัตรจากการปล้นที่ไม่มีเครื่องหมายนั้นทำได้ง่าย แต่หมายเลขอนุกรมของธนบัตร 500 รูเบิลเป็นที่รู้กันของเจ้าหน้าที่ทางการ ทำให้การแลกธนบัตรเหล่านี้ในธนาคารรัสเซียนั้นเป็นไปไม่ได้เมื่อถึงปลายปี ค.ศ. 1907 เลนินตัดสินใจที่จะแลกเปลี่ยนธนบัตร 500 รูเบิลที่เหลือในต่างประเทศในการเตรียมการสำหรับการแลกเปลี่ยน คราซินได้ให้นักปลอมแปลงเอกสารพยายามเปลี่ยนแปลงหมายเลขอนุกรมบางตัวธนบัตรเหล่านี้จำนวน 200 ใบถูกส่งไปยังต่างประเทศโดยมาร์ติน ลืยอะดอฟ (ธนบัตรเหล่านี้ถูกเย็บเข้ากับเสื้อกล้ามโดยภรรยาของเลนินและบอกดานอฟที่สำนักงานใหญ่ของเลนินในคูออคคาลา) แผนการของเลนินคือการให้บุคคลจำนวนมากแลกเปลี่ยนธนบัตร 500 รูเบิลที่ถูกขโมยนี้พร้อมกันในธนาคารหลายแห่งทั่วทวีปยุโรปในเดือนมกราคม ค.ศ. 1908จีโตมีร์สกีทราบแผนการดังกล่าวและรายงานข้อมูลนี้ให้กับโอฮรานาโอฮรานาติดต่อกรมตำรวจทั่วทวีปยุโรปและร้องขอให้จับกุมใครก็ตามผู้พยายามขึ้นเงินธนบัตรดังกล่าวเดือนมกราคม ค.ศ. 1908 มีหลายคนถูกจับกุมขณะพยายามแลกเปลี่ยนธนบัตรหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า ผู้หญิงคนหนึ่งผู้ซึ่งพยายามจ่ายธนบัตร 500 รูเบิลที่มีเครื่องหมายพยายามกลืนหลักฐานหลังจากที่แคชเชียร์เรียกตำรวจ แต่ตำรวจกำช่องคอของเธอไว้ก่อนที่เธอจะกลืนลงไปการจับกุมครั้งสำคัญที่สุด ได้แก่ มาซิม ลิตวินอฟ ผู้ซึ่งถูกจับกุมพร้อมกับธนบัตร 500 รูเบิล จำนวน 12 ใบ ซึ่งปล้นมาขณะกำลังขึ้นรถไฟพร้อมกับอนุภรรยาที่สถานีรถไฟการ์ดูนอร์ในปารีส[ลิตวินอฟวางแผนจะไปยังลอนดอนเพื่อจ่ายธนบัตรดังกล่าวรัสเซียต้องการให้ส่งลิตวินอฟเป็นผู้ร้ายข้ามแดน แต่รัฐมนตรียุติธรรมฝรั่งเศสกลับตัดสินใจเนรเทศลิตวินอฟและอนุภรรยาจากแผ่นดินฝรั่งเศสแทนความล้มเหลวที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนทำให้รัฐบาลรัสเซียโกรธรัฐบาลฝรั่งเศสแถลงอย่างเป็นทางการระบุว่า คำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนของรัสเซียนั้นมาช้าเกินไป แต่หลักฐานบางชิ้นได้พิจารณาว่ารัฐบาลฝรั่งเศสปฏิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเนื่องจากพวกสังคมนิยมฝรั่งเศสได้กดดันทางการเมืองเพื่อให้ปล่อยตัวลิตวินอฟแม้ว่าผู้ก่อการรายสำคัญนอกเหนือไปจากคาโมไม่ได้ถูกนำตัวมาพิจารณาคดี ความอื้อฉาวของการปล้นได้มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อการเมืองภายในของทั้ง RSDLP และกลุ่มบอลเชวิคเองในตอนแรกยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าใครอยู่เบื้องหลังการปล้นดังกล่าว แต่หลังจากการจับกุมคาโม ลิตวินอฟและคนอื่น ๆ ความเชื่อมโยงของบอลเชวิคก็ได้ปรากฏเด่นชัดหลังจากที่ค้นพบว่าบอลเชวิคมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล้นดังกล่าว เมนเชวิครู้สึกว่าถูกหักหลังและโกรธ เหตุการณ์ดังกล่าวบ่งบอกว่าศูนย์บอลเชวิคดำเนินการเป็นอิสระจากคณะกรรมการกลางร่วมและกระทำการอันถูกห้ามอย่างชัดเจนจากสภาพรรคผู้นำของเมนเชวิค จอร์จี เปลฮานอฟ เรียกร้องให้แยกตัวออกจากบอลเชวิค ผู้ร่วมงานของเปลฮานอฟ จูลีอุส มาร์ตอฟ เรียกศูนย์บอลเชวิคว่าเป็นอะไรสักอย่างระหว่างคณะกรรมการกลางมุ้งลับและแก๊งอาชญากร[7] คณะกรรมการติฟลิสของพรรคได้ขับสมาชิกพรรคหลายคน รวมทั้งสตาลิน จากการปล้นดังกล่าว และสมาชิกพรรคหลายคนได้สืบสวนเลนินและคนอื่น ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างไรก็ตาม การสืบสวนภายในเหล่านี้ได้ถูกยับยั้งโดยบอลเชวิค ซึ่งทำให้ผู้สืบสวนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายใด ๆ ได้

การปล้น

การปล้น ดังกล่าวทำให้บอลเชวิคยิ่งเสื่อมความนิยมในสังคมจอร์เจียมากยิ่งขึ้นไปอีก และทิ้งให้สมาชิกบอลเชวิคในติฟลิสไร้ซึ่งผู้นำที่มีประสิทธิผล หลังจากการปล้นและการเสียชีวิตของภรรยาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1907 สตาลินเดินทางกลับไปติฟลิสน้อยครั้งมาก ส่วนผู้นำบอลเชวิคคนอื่น ๆ ในจอร์เจีย อย่างเช่น มิฮาอิล ซฮาคายา และฟิลิปป์ มาฮารัดเซ ได้ตามรอยเดียวกันและอาศัยอยู่นอกประเทศจอร์เจียเป็นส่วนใหญ่นับตั้งแต่ ค.ศ. 1907 ส่วนบุคคลสำคัญอื่น ๆ ในหมู่บอลเชวิคติฟลิส สเตฟาน ชาฮุมยันย้ายไปยังบาคู ซึ่งทำให้เมนเชวิคจอร์เจีย พรรคคู่แข่งที่นิยมสังคมประชาธิปไตย ไม่มีคู่แข่งตัวฉกาจอีกต่อไป ต่อมาเมนเชวิคได้ปกครองจอร์เจียระหว่างที่ได้รับเอกราชช่วงสั้น ๆ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ถึง 1921นอกเหนือจากผลร้ายที่เกิดขึ้นภายในพรรค การปล้นยังทำให้ศูนย์บอลเชวิคไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มสังคมประชาธิปไตยทั่วทวีปยุโรปความต้องการของเลนินที่จะอยู่ห่างจากผลกระทบของการปล้นอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของความแตกร้าวระหว่างเขากับบอกดานอฟและคราซินผลที่ตามมาคือ สตาลินแยกตัวออกจากแก๊งของคาโมและไม่ประกาศบทบาทของตนในการปล้นอีกเลยหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 บอลเชวิคหลายคนที่มีส่วนในการปล้นได้รับอำนาจทางการเมืองในสหภาพโซเวียตซึ่งเพิ่งจะถูกตั้งใหม่ เลนินกลายมาเป็นผู้นำคนแรกของสหภาพโซเวียต หลังจากถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1924 สตาลินได้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสหภาพโซเวียตจนกระทั่งเขาถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1953 มาซิม ลิตวินอฟได้เป็นเจ้าหน้าที่การทูตของโซเวียต และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (1930-39) เลโอนิด คราซินแต่เดิมเคยไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหลังจากแตกแยกกับเลนินใน ค.ศ. 1909 แต่ภายหลังได้กลับเข้าร่วมกับบอลเชวิคอีกครั้งหนึ่งหลังการปฏิวัติและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีการค้าต่างประเทศอเล็กซานเดอร์ บอกดานอฟ และคาโมได้รับความสำคัญน้อยกว่า บอกดานอฟถูกขับออกจากพรรคใน ค.ศ. 1909 เนื่องมาจากการแสดงออกซึ่งความแตกต่างทางปรัชญา หลังจากการปฏิวัติบอลเชวิค เขากลายมาเป็นผู้นำนักลัทธิโปรเลตคุลท์ องค์การซึ่งออกแบบมาเพื่อสนับสนุนวัฒนธรรมชนชั้นกรรมาชีพใหม่ คาโม หลังจากถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำและการก่อตั้งสหภาพโซเวียต ทำงานในสำนักงานศุลกากรโซเวียต บางส่วนเป็นเพราะเขามีจิตใจไม่มั่นคงเกินกว่าจะทำงานเป็นตำรวจลับได้คาโมเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนใน ค.ศ. 1922 เมื่อรถบรรทุกชนเขาขณะที่กำลังปั่นจักรยานอยู่ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานพิสูจน์ แต่บางคนตั้งทฤษฎีว่าการเสียชีวิตของคาโมไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นคำสั่งตายของสตาลิน