การรณรงค์งดสูบบุหรี่ในนาซีเยอรมนี

การรณรงค์งดสูบบุหรี่ในนาซีเยอรมนี

การรณรงค์งดสูบบุหรี่ในนาซีเยอรมนี ความรู้สึกในการต่อต้านบุหรี่เริ่มเกิดขึ้นในประเทศเยอรมนีในช่วงตอนต้นของคริสต์ทศวรรษ1900กลุ่มผู้วิจารณ์การสูบบุหรี่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มต่อต้านบุหรี่แห่งแรกของประเทศ ชื่อว่า “สมาคมผู้ต่อต้านการสูบบุหรี่เพื่อปกป้องผู้ไม่สูบบุหรี่แห่งเยอรมนี” (เยอรมัน: Deutscher Tabakgegnerverein zum Schutze der Nichtraucher) ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1904 แต่ได้มีการดำเนินการเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น องค์การต่อต้านบุหรี่ถัดมา คือ สหพันธ์ผู้ต่อต้านบุหรี่ชาวเยอรมัน (เยอรมัน: Bund Deutscher Tabakgegner) ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1910 ในเมืองเทราเตนาว แคว้นโบฮีเมีย องค์การต่อต้านบุหรี่อีกแห่งหนึ่ง ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1912 ในเมืองฮันโนเฟอร์และเดรสเดิน ในปี ค.ศ. 1920 ได้มีการก่อตั้ง”สหพันธ์ผู้ต่อต้านบุหรี่ชาวเยอรมันในเชโกสโลวาเกีย” (เยอรมัน: Bund Deutscher Tabakgegner in der Tschechoslowakei) ขึ้นในกรุงปราก หลังจากประเทศเชโกสโลวาเกียได้แยกตัวออกจากประเทศออสเตรียภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้มีการก่อตั้ง”สหพันธ์ผู้ต่อต้านบุหรี่ชาวเยอรมันในสาธารณรัฐเยอรมันออสเตรีย”(เยอรมัน: Bund Deutscher Tabakgegner inDeutschösterreich) นเมืองกราซ ในปี ค.ศ. 1920กลุ่มงดสูบบุหรี่ดังกล่าวได้ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนการงดสูบบุหรี่ หนังสือพิมพ์ที่เป็นภาษาเยอรมันฉบับแรก คือ “ผู้ต่อต้านบุหรี่” (เยอรมัน: Der Tabakgegner) ซึ่งได้ตีพิมพ์โดยองค์การในแคว้นโบฮีเมียระหว่างปี ค.ศ. 1912 ถึงปี ค.ศ. 1932 ส่วนหนังสือพิมพ์ “ผู้ต่อต้านบุหรี่ชาวเยอรมัน” (เยอรมัน: Deutsche Tabakgegner) ได้ตีพิมพ์ในเมืองเดรสเดน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1919 ถึงปี ค.ศ. 1935 และเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีเนื้อหาสนับสนุนการงดสูบบุหรี่เป็นอันดับที่สอง องค์การต่อต้านการสูบบุหรี่เหล่านี้ยังรณรงค์ให้มีการงดการบริโภคแอลกอฮอล์อีกด้วยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นคนสูบบุหรี่จัดในช่วงต้นของชีวิต เขาสูบบุหรี่ถึงวันละ 25-40 มวน แต่ในภายหลังก็เลิกเสีย โดยสรุปว่ามันเป็นการสิ้นเปลืองเงินโดยเปล่าประโยชน์หลายปีต่อมา ฮิตเลอร์มองว่าการสูบบุหรี่เป็น “ความเสื่อม] และ “ความแค้นของพวกพื้นเมืองอเมริกันต่อชนผิวขาว และการแก้แค้นสำหรับสุรากลั่นเขาเสียใจที่ว่า “คนที่เยี่ยมยอดจำนวนมากต้องเสียท่าต่อพิษภัยของบุหรี่”เขาไม่มีความสุขเลยที่อีวา บราวน์ และมาร์ติน บอร์แมนน์ เป็นคนติดบุหรี่ และเป็นกังวลต่อเฮอร์มานน์ เกอริง ซึ่งยังคงสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ เขาโกรธมากที่มีการมอบหมายให้สร้างอนุสาวรีย์ของเกอริงขณะที่เขากำลังสูบบุหรี่อยู่ฮิตเลอร์มักจะถูกมองว่าเป็นผู้นำประเทศคนแรกที่สนับสนุนให้งดสูบบุหรี่ ฮิตเลอร์นั้นไม่พอใจที่เสรีภาพของทหารในการสูบบุหรี่ และในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้กล่าวในวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ.1942 ว่า: “มันเป็นความผิดพลาด และความผิดที่มาจากผู้นำของกองทัพในเวลานั้น ในช่วงต้นของสงคราม” และ “เป็นการไม่ถูกต้องที่จะกล่าวว่าทหารไม่อาจจะอยู่ได้หากปราศจากบุหรี่” เขาได้ให้สัญญาว่า เขาจะยุติการสูบบุหรี่ในกองทัพหลังจากสงครามสงบแล้ว โดยส่วนตัวแล้ว ฮิตเลอร์สนับสนุนให้เพื่อนสนิทไม่ให้สูบบุหรี่และให้รางวัลหากสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ความไม่ชอบบุหรี่โดยส่วนตัวของฮิตเลอร์นั้นเป็นเพียงหนึ่งในเหตุผลที่ซ่อนอยู่หลังการรณรงค์งดสูบบุหรี่นโยบายการสืบพันธุ์นั้นเป็นปัจจัยสำคัญเบื้องหลังการรณรงค์งดสูบบุหรี่[10] สตรีที่สูบบุหรี่นั้นถูกมองว่ามีโอกาสที่จะสูงอายุก่อนวัยและสูญเสียความดึงดูดทางกาย ซึ่งพรรคนาซีเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นภรรยาหรือแม่ในครอบครัวชาวเยอรมัน เวอร์เนอร์ ฮัตติงแห่งสำนักงานนโยบายทางเชื้อชาติ (เยอรมัน: Rassenpolitisches Amt) ได้กล่าวว่าการสูบบุหรี่ทำให้น้ำนมมารดาปนเปื้อนสารนิโคตินซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่พิสูจน์ได้จริงในการวิจัยสมัยใหม่มาร์ติน สเต็มมเลอร์ แพทย์ผู้มีชื่อเสียงในนาซีเยอรมนี ออกความเห็นว่าการสูบบุหรี่โดยสตรีมีครรภ์ทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งบุตร ความคิดเห็นดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากสตรีผู้สนับสนุนแนวคิดความบริสุทธิ์ของเชื้อชาติ อักเนส บลูฮ์ม ซึ่งเธอได้ออกความคิดเห็นในหนังสือของเธอซึ่งตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1936 ในทิศทางเดียวกัน คณะผู้นำนาซีเยอรมนีเป็นกังวลกับเรื่องนี้เพราะว่าพวกเขาต้องการให้สตรีชาวเยอรมันสามารถสืบพันธุ์ได้ มีบทความหนึ่งในวารสารนรีเวชวิทยา ในปี ค.ศ.1943บอกว่า สตรีที่สูบบุหรี่ตั้งแต่สามมวนขึ้นไปต่อวัน ส่วนมากแล้วจะยังคงไม่มีบุตรต่อไปเมื่อเทียบกับสตรีที่ไม่ได้สูบบุหรี่

รณรงค์งดสูบบุหรี่ในนาซี

รณรงค์งดสูบบุหรี่ในนาซี การรณรงค์งดสูบบุหรี่ในนาซีเยอรมนี การวิจัยและการศึกษาถึงผลของบุหรี่ต่อสุขภาพของประชากรนั้นมีความเจริญก้าวหน้าในนาซีเยอรมนีมากกว่าชาติอื่นใดในโลก ในสมัยที่พรรคนาซีเรืองอำนาจ การเชื่อมโยงระหว่างบุหรี่กับโรคมะเร็งปอด สามารถพิสูจน์ได้ครั้งแรกในนาซีเยอรมนี ตรงกันข้ามกับนักวิทยาศาสตร์อเมริกันและอังกฤษที่ค้นพบเมื่อคริสต์ทศวรรษ1950แนวคิดการสูบบุหรี่มือสอง เยอรมัน: Passivrauchen) ก็ได้มีการริเริ่มในนาซีเยอรมนีเช่นกันโครงการวิจัยหลายแห่งที่ได้รับการสนับสนุนทางด้านเงินทุนจากรัฐบาลนาซีได้ค้นพบผลร้ายแรงที่มีต่อสุขภาพนาซีเยอรมนียังสนับสนุนให้มีการศึกษาทางด้านระบาดวิทยาถึงผลของการสูบบุหรี่ฮิตเลอร์ยังได้ให้เงินสนับสนุนส่วนตัวให้แก่ สถาบันวิจัยภัยบุหรี่ (เยอรมัน: Wissenschaftliches Institut zur Erforschung der Tabakgefahren)ในมหาวิทยาลัยจีนา นำโดยคาร์ล อัสเทลอีกด้วยซึ่งสถาบันดังกล่าวก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1941 และได้กลายเป็นสถาบันวิจัยต่อต้านบุหรี่ที่สำคัญที่สุดของนาซีเยอรมนฟรานซ์ ฮา. มึลเลอร์ และ เอ. ไชเรอร์ได้ใช้ทฤษฎีการควบคุมตัวแปรทางระบาดวิทยาเพื่อศึกษาถึงโรคมะเร็งปอดในหมู่ผู้สูบบุหรี่เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1939 และปี ค.ศ. 1943ตามลำดับในปี 1939มึลเลอร์ได้ตีพิมพ์รายงานผลการศึกษาในวารสารด้านโรคมะเร็งในเยอรมนี ซึ่งกล่าวอ้างว่าการสูบบุหรี่จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด มึลเลอร์ได้รับสมญานามว่า”บิดาแห่งวิชาระบาดวิทยาทดลองที่ถูกลืม”ได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะยานยนต์ชาติสังคมนิยมและพรรคนาซี การแสดงความคิดเห็นของมึลเลอร์ในปี1939นั้นเป็นการศึกษาด้านระบาดวิทยาภายใต้การควบคุมเป็นครั้งแรกของโลกในด้านความเชื่อมโยงระหว่างบุหรี่กับโรคมะเร็งปอดจากการศึกษาโรคมะเร็งปอดพบว่ายังมีอีกหลายสาเหตุที่นำไปสู่โรคมะเร็งปอด อย่างเช่นฝุ่นละอองไอเสียจากรถยนต์ วัณโรค รังสีเอกซ์และของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม รายงานของมึลเลอร์ได้ชี้ว่า”การสูบบุหรี่ได้รับการผลักดันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นได้ทั่วไป”บรรดาแพทย์ในนาซีเยอรมนียังเห็นด้วยว่า ผลจากการสูบบุหรี่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ซึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นผลที่ร้ายแรงที่สุดของการสูบบุหรี่ บางครั้ง ได้มีการพิจารณาว่านิโคตินเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชากรป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมากขึ้นในประเทศ ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง นักวิจัยได้พิจารณาว่านิโคตินเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจโคโรนารี ซึ่งทหารเยอรมันในแนวรบด้านตะวันออกเป็นโรคนี้กันมาก ผู้ชำนาญด้านอายุรเวชประจำกองทัพบกเยอรมันได้ทำการตรวจสอบทหารหนุ่มจำนวนสามสิบสองนายที่เสียชีวิตจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยเอกสารศึกษาในปีค.ศ1944 ได้ระบุว่าพวกเขาเป็นคนที่สูบบุหรี่จัด เขาได้อ้างอิงจากความคิดเห็นของผู้ชำนาญอายุรเวชฟรานซ์ บุชเนอร์ที่ว่าบุหรี่นั้นเป็น “พิษของโคโรนารีขั้นแรก พรรคนาซีได้นำยุทธวิธีหลายแบบในที่สาธารณะมาใช้เพื่อทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศงดสูบบุหรี่ นิตยสารด้านสุขภาพที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ ผู้มีสุขภาพดี (เยอรมัน: Gesundes Volk) สุขภาพประชาชน (เยอรมัน: Volksgesundheit) และ ชีวิตสุขภาพดี (เยอรมัน: Gesundes Leben) ซึ่งได้ตีพิมพ์คำเตือนเกี่ยวกับผลของการสูบบุหรี่ และยังมีโปสเตอร์แสดงผลกระทบที่เกิดจากการสูบบุหรี่อีกด้วย รวมไปถึงการส่งข้อความการต่อต้านบุหรี่ไปยังสถานที่ทำงานของผู้ใหญ่ทุกแห่ง ด้วยการช่วยเหลือของยุวชนฮิตเลอร์และสันนิบาตเด็กสาวเยอรมัน การรณรงค์งดสูบบุหรี่ดำเนินการโดยรัฐบาลนาซี รวมไปถึงการส่งเสริมวิชาสุขศึกษาด้วย ในเดือนมิถุนายน 1939 ได้มีการจัดตั้งสำนักงานต่อต้านภัยบุหรี่และแอลกอฮอล์ และสำนักงานเพื่อการกำจัดยาเสพติด (เยอรมัน: Reichsstelle für Rauschgiftbekämpfung) ซึ่งได้มีส่วนช่วยในการรณรงค์ต่อต้านบุหรี่ด้วย ได้มีการตีพิมพ์บทความที่สนับสนุนให้คนเลิกสูบบุหรี่ในนิตยสารหลายฉบับ อย่างเช่น เครื่องบำรุงหัวใจรังสรรค์ (เยอรมัน: Die Genussgifte) การคุ้มกัน (เยอรมัน: Auf der Wacht) และ อากาศบริสุทธิ์ (เยอรมัน: Reine Luft)[34] นอกเหนือจากนิตยสารเหล่านี้ นิตยสาร ไรเนอ ลุฟต์ ได้เป็นนิตยสารหลักที่เคลื่อนไหวรณรงค์ต่อต้านบุหรี่[1][35] สถาบันวิจัยผลกระทบจากบุหรี่ของคาร์ล อัสเทลที่มหาวิทยาลัยจีนาได้สั่งซื้อและแจกจ่ายสำเนากว่าหลายร้อยเล่มจาก ไรเนอ ลุฟต์หลังจากได้ทีการค้นพบผลกระทบที่เกิดจากการสูบบุหรี่ต่อสุขภาพ ทำให้รัฐบาลนาซีได้ออกกฎหมายต่อต้านการสูบบุหรี่ขึ้นมาหลายฉบับ

บุหรี่

การรณรงค์งดสูบบุหรี่ ในนาซีเยอรมนีในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษกฎหมายต่อต้านการสูบบุหรี่ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากรัฐบาลในปีค.ศ.1938รัฐบาลได้กำหนดให้ลุควาฟเฟและไรชซโพสห้ามสูบบุหรี่ นอกจากจะมีการสั่งห้ามสูบบุหรี่ในสถานรักษาพยาบาลแล้ว ยังรวมไปถึงสถานที่สาธารณะจำนวนมากและในบ้านด้วยการสั่งห้ามหมอตำแยไม่ให้สูบบุหรี่ระหว่างการทำคลอด ในปี ค.ศ. 1939 พรรคนาซีกำหนดให้การสูบบุหรี่ในสำนักงานของพรรคเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และเฮนริช ฮิมม์เลอร์ หัวหน้าหน่วยชุทซซทัฟเฟิล (หรือ หน่วยเอสเอส) ได้สั่งห้ามไม่ให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสสูบบุหรี่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และได้มีการสั่งห้ามในโรงเรียนอีกด้วยในปี ค.ศ.1941กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในรถรางได้ประกาศใช้ในเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศกว่า60เมืองนอกจากนี้ ยังมีการสั่งห้ามการสูบบุหรี่ในหลุมหลบภัยทางอากาศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หลุมหลบภัยบางแห่งมีห้องแยกต่างหากสำหรับสูบบุหรี่โดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีความห่วงใยเป็นพิเศษในการห้ามสตรีสูบบุหรี่ ประธานสมาคมทางยาในเยอรมนีได้กล่าวว่า”สตรีชาวเยอรมันจะไม่สูบบุหรี่สตรีมีครรภ์ สตรีที่มีอายุต่ำกว่า 25ปีและสตรีที่มีอายุมากกว่า55ปีไม่ได้รับอนุญาตให้ได้รับการปันส่วนบุหรี่ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และมีการสั่งห้ามไม่ให้มีการขายบุหรี่ให้แก่สตรีในการต้อนรับแขกและอุตสาหกรรมอาหารขายปลีกและยังได้มีการสร้างภาพยนตร์ต่อต้านบุหรี่โดยมีเป้าหมายไปยังกลุ่มสตรีในที่สาธารณะ ในส่วนของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ได้มีการอภิปรายถึงประเด็นการสูบบุหรี่และพิษภัยของบุหรี่ นอกจากนั้นยังมีมาตรการที่เข้มงวดเพื่อออกมาควบคุมในการพิจารณาดังกล่าวและสำนักงานองค์การโรงงานอุตสาหกรรมชาติสังคมนิยมได้ประกาศออกมาว่าจะขับไล่สมาชิกสตรีออกจากการเป็นสมาชิกหากพบว่าสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ก้าวต่อไปในการรณรงค์งดสูบบุหรี่มาถึงในเดือนกรกฎาคม943เมื่อกำหนดให้การที่ผู้มีอายุต่ำกว่า18ปีสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเป็นสิ่งผิดกฎหมายในปีต่อมา การสูบบุหรี่ในรถโดยสารประจำทางและรถไฟประจำเมืองเป็นสิ่งผิดกฎหมายเนื่องจากฮิตเลอร์เกรงว่าสตรีที่ขึ้นรถโดยสารประจำทางและรถไฟประจำเมืองจะได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่มือสองรัฐบาลนาซียังกำหนดห้ามให้มีการโฆษณาสินค้าบุหรี่ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่7ธันวาคม 1941 และได้รับการลงนามโดย เฮนริช ฮุนเคอประธานสภาโฆษณาโฆษณามักจะพรรณนาถึงบุหรี่ว่าเป็นสิ่งไร้พิษภัยหรือไม่ก็สิ่งที่แสดงถึงความเป็นชาย นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้การพูดจาเยาะเย้ยนักเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านบุหรี่เป็นสิ่งผิดกฎหมายด้วยนอกจากนี้ การโฆษณาบุหรี่ทางโปสเตอร์โฆษณาตามรางรถไฟ ในพื้นที่เขตชนบท สนามกีฬาและสนามแข่งรถ รวมไปถึงการสั่งห้ามการโฆษณาผ่านทางลำโพงกระจายเสียงและจดหมายด้วยการกำหนดการห้ามสูบบุหรี่ยังได้มีนำเข้ามาในกองทัพบกเยอรมันด้วย การปันส่วนบุหรี่ในกองทัพถูกจำกัดเหลือหกมวนต่อนายต่อวัน บุหรี่เพิ่มเติมสามารถจำหน่ายให้แก่ทหารได้ เมื่อยังไม่มีกำหนดการบุกหรือการถอนทัพในสนามรบ อย่างไรก็ตาม การจำหน่ายบุหรี่เพิ่มเติมก็ถูกจำกัดไว้ที่ไม่เกินห้าสิบมวนต่อเดือทหารวัยรุ่นซึ่งอยู่ในกองพลเอสเอสแพนเซอร์ที่12ฮิตเลอร์จูเกนด์ได้รับแจกเสบียงขนมหวานแทนที่จะเป็นบุหรี่ สตรีในกองทัพบกเยอรมันได้รับการสั่งห้ามมิให้สูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด และได้มีการจัดการบรรยายทางยาขึ้นเพื่อชักชวนให้ทหารเลิกสูบบุหรี่เทศบัญญัติแห่งวันที่3พฤศจิกายน1941ได้ปรับอัตราภาษีบุหรี่ขึ้นอย่างน้อย80-95%ของราคาขายปลีกซึ่งนับว่าเป็นการขึ้นภาษีบุหรี่ที่สูงสุดมาจนกระทั่งถึงยุคสมัยเยอรมนีในอีก25ปีให้หลังจากยุคนาซี แทงหวยออนไลน์ หวย